โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า LD (Learning Disorder) เป็นความผิดปกติทางพัฒนาการระบบประสาทที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ทักษะทางวิชาการเฉพาะด้าน เช่น การอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กจะทำได้ต่ำกว่าเด็กคนอื่นที่มีอายุและระดับสติปัญญา (IQ) เท่ากันอย่างชัดเจน
เกณฑ์การวินิจฉัยมาตรฐานและการจำแนกประเภท
สามารถจำแนกได้ตามทักษะที่บกพร่อง ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเภทหลัก ดังนี้
ปัญหาทางจิตเวชที่พบร่วม
ความบกพร่องด้านภาษาและการสื่อสาร ปัญหาด้านนี้มักพบร่วมด้วย เนื่องจากมีความบกพร่องในการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับภาษาเดียวกัน นอกจากนี้ยังอาจมีความวิตกกังวล, ภาวะซึมเศร้า หรืออารมณ์สองขั้วได้
วิธีสังเกตอาการของโรคบกพร่องทางการเรียนรู้
อาการของ LD จะแสดงออกชัดเจนขึ้นตามพัฒนาการ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยเรียน
ปฐมวัย (ก่อน 6 ปี)
ประถมศึกษา
มัธยมศึกษาและวัยทำงาน
การพัฒนาศักยภาพและการช่วยเหลือเฉพาะบุคคล
1. การสอนเสริมเฉพาะด้าน
เน้นการช่วยเหลือเด็กแบบรายบุคคลตามจุดบกพร่อง เช่น
2. แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Plan; IEP)
ครูและผู้ปกครองร่วมกันวางแผนปรับหลักสูตร เนื้อหา และวิธีสอนให้เหมาะกับความสามารถของเด็กแต่ละคน เช่น
3. การบำบัดทางจิตใจและพฤติกรรม
นักจิตวิทยาอาจช่วยฝึกทักษะการควบคุมอารมณ์และสร้างแรงจูงใจในการเรียนช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง ลดความเครียดจากการเรียนรู้ที่ยากลำบาก และพัฒนา “ความภาคภูมิใจในตนเอง” และการเห็นคุณค่าในตนเองให้กลับคืนมา
4. การสนับสนุนจากครอบครัวและโรงเรียน
ครอบครัวควรเข้าใจและให้กำลังใจ ไม่ตำหนิหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น โรงเรียนควรจัดสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร สนับสนุนครูให้มีความรู้เรื่อง SLD และจัดกิจกรรมส่งเสริมจุดแข็งของเด็ก เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือกิจกรรมที่เด็กถนัด
5. การรักษาร่วมในกรณีมีโรคอื่นร่วมด้วย
หากเด็กมี สมาธิสั้น (ADHD) หรือ โรควิตกกังวล หรือ ซึมเศร้า ควรได้รับการดูแลจากแพทย์จิตเวชเด็กและวัยรุ่นร่วมด้วยเพื่อให้การรักษาครอบคลุมทั้งด้านอารมณ์ พฤติกรรม และการเรียนรู้
แชร์เลย